ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรง

Service

ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างอาคาร (Structural Rehabilitation)

วิธีการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างนั้น เป็นวิธีการแก้ไขอาคารที่เสื่อมคุณภาพหรืออาคารที่มีอายุการใช้งานนานมากกว่า 30 ปีหรือเกิดจากการหล่อโครงสร้างในตอนแรกไม่ดี ทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายและรับน้ำหนักของตัวอาคารเองไม่ได้ ทำให้ต้องปรับปรุงซ่อมแซม การปรับปรุงซ่อมแซมนั้น ทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันมากคือ เสริมเหล็กและเทหุ้มด้วยปูนก่อสร้างที่มีกำลังสูง ตั้งแต่ 650 หรือ 700 กรัม ปูนชนิดนี้เป็นปูนที่มีกำลังอัดสูงและสามารถรับน้ำหนักได้เร็วกว่าปูนโครงสร้างทั่วไป

*หมายเหตุ การซ่อมแซมโครงสร้างต้องมีช่างซ่อมที่ชำนาญงานและมีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อที่จะได้ทำงานได้ดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม

(1) ดินชั้นบนมีลักษณะเป็นดินทรายปนดินตะกอน (Siltysand) สีน้ำตาลแดง สภาพหลวม ถึงปานกลางมีความหนาประมาณ 4-8 เมตร

(2) ดินชั้นถัดไปเป็นดินทรายปนดินตะกอน และกรวด มีความเหนียวเล็กน้อย สภาพแน่นถึงแน่นมาก มีความหนาประมาณ 6-16 เมตร

(3) ดินชั้นถัดไปเป็นดินเหนียวปนดินตะกอน (Silty clay)สีแดงปนน้ำตาล มีส่วนผสมของกรวดและทรายปนอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งคุณสมบัติของดินนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณความชื้น เนื่องจากดินมีอัตราส่วนโพรงสูงจะทำให้น้ำซึมผ่านได้ดี จึงทำให้ความชื้นแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างดินได้อย่างรวดเร็ว ผลการทดสอบการรับน้ำหนักสูงสุดของดินโดยใช้แผ่นเหล็กกด พบว่าการเพิ่มความชื้นในดินจาก 9% เป็น 15% ในขณะที่มีหน่วยแรงกดจะทำให้เกิดการทรุดตัวอย่างรวดเร็ว และความสามารถรับน้ำหนักสูงสุดของดินจะลดลงประมาณ 40% นอกจากนี้ยังพบว่าดินสามารถเกิดการวิบัติ (Collapse) ได้ด้วยน้ำหนักตัวเองถ้าหากดินได้รับความชื้นในปริมาณที่มากพอ

2.3 การทรุดตัวของอาคารจากรายงานการสำรวจข้อมูลอาคาร ประเภทกลุ่มอาคารสำนักงาน อาคารเรียนและที่พักอาศัย พบว่าเป็นอาคารที่มีฐานรากชนิดฐานแผ่จำนวน 149 หลัง (66%) เป็นอาคารเก่าแก่และมีปัญหาการชำรุดเนื่องจากการทรุดตัวของฐานรากแผ่ 62หลัง (27%) การก่อสร้างอาคารฐานรากแผ่ ตามปกติความลึกของระดับฐานรากอยู่ต่ำกว่าผิวดินเดิมประมาณ 1.5-3.0 เมตร ซึ่งฐานรากจะวางบนชั้นดินทรายปนดินตะกอน อาคารที่มีปัญหาการทรุดตัว ก็จะเป็นอาคารฐานรากแผ่ที่วางบนชั้นดินทรายปนดินตะกอนนี้ ปัญหาการทรุดตัวของอาคาร จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเมื่อฐานรากเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน ทำให้เกิดรอยแตกร้าวขึ้นบนผนังอิฐก่อ และอาจรุกลามเข้าไปในโครงสร้างเสาและคานหากรอยแตกร้าวที่เกิดพัฒนาเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ปัญหาการชำรุดวิบัติมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อฐานรากอาคารเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากันองค์อาคารส่วนที่ยึดติดกับฐานรากได้แก่ เสา คานและผนังจะมีแรงกระทำในระดับสูงมาก ทั้งแรงดัด แรงเฉือนและแรงบิดจนเกินกว่าค่า ความเค้นที่องค์อาคารสามารถรับได้ จึงทำให้เกิดรอยแตกร้าวต่าง ๆ ขึ้น ลักษณะรอยแตกร้าวที่เกิดจากการทรุดตัว รอยแตกร้าวจะเอียงเป็นเส้นทแยงมุมประมาณ 45o กับแนวระนาบบนผนังปูน ผนังก่ออิฐ หรือหัวเสา โดยจะเอียงทแยงลงไปทางเสาที่ฐานรากทรุดตัวมาก ขนาดความกว้างของรอยแตกจะขึ้นกับขนาดความแตกต่างของการทรุดตัว ในกรณีที่เป็นผนังวัสดุอื่น เช่น แผ่นไม้อัด ยิปซัมบอร์ด หรือ กระเบื้องกระดาษจะทำให้สังเกตเห็นรอยแตกร้าวในระยะแรก ได้ค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อปัญหาการทรุดตัวมีความรุนแรงมากขึ้น ก็จะปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นที่รอยต่อระหว่างหัวเสาและคาน

3. การเสริมฐานรากอาคาร

3.1หลักการการเสริมฐานราก (Underpinning)หมายถึงการปรับปรุงฐานรากเดิมเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย ในการเสริมฐานรากโดยทั่วไปจะเป็นการเพิ่มความลึกหรือจำนวน ของเสาเข็มหรือการปรับปรุงคุณภาพดินใต้ฐานรากหรือการขยายขนาดของฐานรากโดยมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อแก้ไขความเสียหาย (Remedial underpinning) จากปัญหาการชำรุดของฐานราก
  2. เพื่อป้องกันความเสียหาย(Precautionary underpinning)จากการก่อสร้างอาคารข้างเคียงการดำเนินงานเสริมฐานรากอาคารต่าง ๆ จะประสบผลสำเร็จมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพของดินใต้ฐานรากและวิธีการเสริมฐานราก ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน ต้องอาศัยความรู้ทางด้านปฐพีศาสตร์ และความเข้าใจในพฤติกรรมการรับแรงต่าง ๆ หากการดำเนินงานสามารถแก้ไขปัญหาของอาคารได้ก็จะถือว่าประสบผล สำเร็จ

Structural Rehabilitation

Structural Rehabilitation is how to fix deteriorated buildings or buildings that last for more than 30 years or so of the incorrect in the first operation. The structural damage and not support the weight of the building itself. There are several ways to repair, an almost usual present is covered with concrete and steel construction with power from 650 or 700 g of cement mortar with a high compressive strength and gain weight faster than a typical concrete structure.

* Note: Structural Rehabilitation must be qualified and experienced in a professional only. The problems can be solved when operational.

(1) Top soil is a sandy soil, sediment (Silt sand) are loose to medium brown, about 4-8 meters in thickness.

(2) The next layer is a sandy soil, sediment and grit are a little sticky. That very tight of about 6-16 meters.

(3) The next layer is clay mixed sediment (Salty clay) reddish brown. A mixture of gravel and sand, mixed with a little. The properties of the soil moisture content will vary. Due to the high aspect ratio holes through the water better. Quickly penetrate of moisture into the soil. Test the weight of the soil using a metal press. Found that increasing soil moisture content of 9% to 15%, while the amount of pressure will cause a rapid collapse. The maximum load capacity of the soil is reduced by about 40%. It was found that the soil can cause the collapse (Collapse) with its own weight if soil moisture levels are high enough.

2.3 Settlement of buildings from the Building Survey types of buildings. The foundation of a building with a total of 149 roll back (66%) and the old buildings have been damaged due to subsidence of the foundation extends 62 (27%) of the spread footing construction. Typically, the depth of the foundation below the ground surface to approximately 1.5 to 3.0 meters, the foundation is laid on the sandy soil sediments. The building has collapsed. The building foundation is laid flat on the ground is sandy sediments, settlement of the building. The intensity increased as the foundation of the settlement not equal. Cause cracks on the brick wall. Aggressive and may spread through cracks in the pillars and beams, if the development will increase the growing problem of catastrophic damage is more severe. Building on the foundations of the building collapsed at different body parts that were bolted to the foundation, walls, beams and columns will have a very high flexural, shear and torque is exceeded. Stress and strain energy can be obtained. The cracks were caused by the cracks caused by subsidence. Diagonal crack is tilted about 45o to the horizontal concrete masonry wall or pole head is tilted down toward the opposite pole to foundation settlement. The width of the cracks depends on the size of the settlement. In the case of wall materials such as gypsum board or tile veneer, paper and noticed a crack in its early stages. The settlement issue is more serious. I will crack up at the interface between the columns and beams.

3. Underpinning

3.1 Principles of reinforced the foundations. (Underpinning) meant to improve the foundations to be able to safely carry the weight. In addition, the pillar will increase the depth or number of the pile or the soil under the footing or foundation with the aim of the following.

  1. To fix the damage (Remedial underpinning) of the deterioration of the foundation.
  2. To prevent damage (Precautionary. underpinning) side of the building are the foundations of the buildings were more or less success. Depend on the condition of the soil under the foundation support. This is quite complicated. Requires knowledge of soil science. And understanding of the behavior is different if the problem of the building will be considered successful.