บริการของเรา

Service

บริการจากฐานสมบูรณ์

บริษัท ฐานสมบูรณ์ จำกัด ได้จัดตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันของ ฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการณ์ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • 1. การแก้ปัญหาการทรุดตัวของอาคารโดยวิธีการเสริมฐานราก
  • 2. การยกปรับระดับอาคาร
  • 3. ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างอาคาร
  • 4. สำรวจความมั่นคงโครงสร้าง
  • 5. สำรวจจุดบกพร่องของอาคาร
  • 6. งานตอกเสาเข็มไมโครไพลเพื่อการต่อเติมอาคาร
  • 7. งานรับเหมาก่อสร้าง ต่อเติมอาคาร
  • 8. งานฉีด ePoxy ป้องกันรอยแตกร้าว สำหรับบ้านคุณ

บริษัท ฐานสมบูรณ์ จำกัด ตอนที่ 1 (รายการ Money Channel 360)

บริษัท ฐานสมบูรณ์ จำกัด ตอนที่ 2 (รายการ Money Channel 360)

ทางบริษัทมีวิสัยทัศน์ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตามหลักมาตรฐานสากลทางวิศวกรรมศาสตร์มาช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าทุกท่านประหยัดเวลา รวมไปถึงทรัพยากรและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ใช้ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทรุดตัว ลาดเอียง การแตกหัวร้าวของโครงสร้างพื้นฐาน ยกบ้าน ฐานราก ผนัง อาคาร บ้านพัก สำนักงาน โครงการ รวมถึงตึกสูงต่างๆ

บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านและให้โอกาสบริษัทได้รับใช้ท่านในโอกาสต่อไป

SERVICE

TANSOMBOON has been established by the combination of the management and specialists in several areas. It is our mission to bring the latest innovation and technologies according to international engineering standards to assist and meet every demand of our clients.

Our goal is to help our customers save valuable time and costs for used in the solution about subsidence, tilt pour, fractures, fractures of the infrastructure, walls, buildings, housing, office buildings, as well as various high buildings. We look forward to working for our clients and assisting them to the best of our ability as well as earning their trust.

การเสริมฐานราก Underpinning

 

การเสริมฐานราก Underpinning

การแก้ไขปัญหาอาคารทรุดตัวโดยวิธีการเสริมฐานราก (Underpinning) มีขั้นตอนดังนี

  1. สำรวจตรวจสอบอาคารโดยวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปัญหาของการทรุดตัว โดยมีขั้นตอน ดังนี้
    • สำรวจตรวจพินิจสภาพความเสียหายโดยรวมของอาคาร (Visual Inspection)
    • สำรวจค่าการทรุดเอียงตัวของอาคารโดยกล้องระดับ (Settlement Surveying)
    • สำรวจรอยแตกร้าวของโครงสร้างอาคาร (Structural Crack Mapping)
    • ประเมินค่ามุมบิดของโครงสร้าง (Angular Distortion)ในบางกรณีอาจต้องทำการสำรวจเพิ่มเติมในเชิงลึก เช่น การเจาะสำรวจชั้นดินฐานราก (Soil Investigation) การขุดสำรวจโครงสร้างฐานราก (Test Pit) การตรวจสอบความยาวเสาเข็มโดยวิธี Seismic Test หรือ การสำรวจติดตามการทรุดตัวระยะยาว (Long Term Settlement Monitoring) เป็นต้น
  2. เมื่อทราบถึงสาเหตุและปัญหา วิศวกรจะทำการประเมินน้ำหนักบรรทุกของอาคาร (Column Load) แล้วจึงกำหนดตำแหน่งที่จะทำการเสริมฐานราก-จำนวนเสาเข็ม-ความยาวเสาเข็ม ทั้งนี้การเสริมฐานรากอาจเลือกทำเฉพาะตำแหน่งที่มีความเสียหาย (Partially Underpinning) แต่ในกรณีทีอาคารเกิดการทรุดเอียงตัว-เสียหายมากอาจจำเป็นต้องทำทุกตำแหน่ง (Completely Underpinning)
  3. ขุดเปิดพื้นที่ในการทำงานใกล้ตำแหน่งฐานรากเดิม ความลึกประมาณ 1.5 เมตร ความกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร หลังจากนั้นทำการกดเสาเข็มไมโครไพล์ด้วยแม่แรงไอดรอลิก (Hydraulic Jacking) ลงสู่ชั้นดินทีละท่อน ท่อนละ 1 เมตร แล้วทำการเชื่อมต่อแต่ละท่อน กดเสาเข็มจนกระทั่งได้ความลึกตามที่วิศวกรกำหนดไว้ เมื่อทำการกดเข็มได้ความลึกตามต้องการ จะเทคอนกรีตลงไปในเสาเข็มเหล็กเพื่อเพิ่มความคงทนและป้องกันการกัดกร่อนจากน้ำใต้ดิน
  4. ทำการค้ำยันโครงสร้างด้วย Screw Jack เพื่อรื้อถอนฐานรากเดิม และประกอบฐานรากใหม่ ซึ่งฐานรากใหม่อาจจะเป็นฐานรากแบบโครงเหล็กรูปพรรณ (Steel Frame) หรือ ฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforcement Concrete)
  5. ทำการถ่ายเทน้ำหนักบรรทุกลงสู่ฐานราก (Pre-Loading) โดยใช้แม่แรงขนาด 100 ตัน กดย้ำที่หัวเสาเข็มหรือฐานรากใหม่ เพื่อให้ฐานรากสามารถรับน้ำหนักบรรทุกใช้งานได้ทันทีโดยไม่เกิดการทรุดตัวในภายหลัง
  6. ในกรณีที่ต้องยกปรับระดับอาคาร (Lifting) จะทำการค้ำยันโครงสร้างด้วย Screw Jack แล้วจึงทำการตัดเสาตอม่อเดิม ติดตั้งแม่แรงขนาด 50-100 ตัน แทนที่ แล้วจึงทำการปรับยกตัวอาคารให้ได้ระดับหรือความสูงตามต้องการต่อไป

หมายเหตุ

  • การเสริมฐานรากใช้พื้นที่ในการทำงานไม่มากและไม่มีผลกระทบกับอาคารข้างเคียงเนื่องจากไม่มีแรงสั่น สะเทือน เสียงดังอึกทึกรบกวน และฝุ่นควันขณะทำงานอีกทั้งยังสามารถพักอาศัยในอาคารได้ตามปกติ
  • เสาเข็มไมโครไพล์ (Micro Pile) คือ ท่อเหล็กท่อนละ 1 เมตร(Segmental Steel Pipe) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ 4-10 นิ้ว ซึ่งวิศวกรจะเป็นผู้กำหนด
  • แม่แรงไฮดรอลิกที่ใช้ในการกดเสาเข็มและ Pre-Loading ต้องผ่านการสอบเทียบ(Calibration) โดยหน่วยงานซึ่งเป็นที่ยอมรับ
  • การเสริมฐานรากควรอยู่ในความควบคุมดูแลของวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์

 

 

Underpinning

Let’s know how to strengthen of the collapsed buildings (Underpinning). Procedures are as follows.

  1.  Explore the building by an engineer or an expert to assess the issue of settlement,
    •  Explore inspection for damage survey of buildings (Visual Inspection).
    •  Explore the settlement of the building by tilting the camera (Settlement Surveying).
    •  Explore the cracks of the building structure (Structural Crack Mapping).
    •  Evaluation of the twisted structure (Angular Distortion) in some cases may need to explore more in depth, such as partial soil foundation (Soil Investigation) to dig exploring the foundations (Test Pit) to determine the length of the pile, by the way ”Seismic Test” or explore the long-term follow up of settlement (Long Term Settlement Monitoring) etc.
  2.  Just to know the causes. Engineers will evaluate the load of the building (Column Load), then the position will strengthen the pile - quantity a pile - the length of the pile. The underpinning may choose to support a position that has been damaged (Partially Underpinning), but the building collapsed due to the tilt - it may be necessary to do all (Completely Underpinning).
  3.  Excavation work near the area where the original pillar depth about 1.5 meters and wide about 80 cm after the original pillar press compiled by Hydraulic Jacking into the soil one by one and connecting rods, each rod until the depth of the pile is on target of the engineer. And then placing cements it into a pile for durability and corrosion protection of groundwater.
  4.  The bracing structure with Screw Jack to demolish the existing foundation. The new foundation is a steel frame (Steel Frame) or concrete. (Reinforcement Concrete).
  5.  To transfer loads to the pillar. (Pre-Loading) using a 100-ton crane to emphasize that the new piles or new pillar. The pillar load can be used without a settlement later.
  6.  In case that the building has to level (Lifting) the structure will be braced with Screw Jack and then cutting the mast cleat. 50-100 ton crane to install and replace the building and then adjust the level or height in requires.

    Note
    •  Underpinning used small of space to work and no adverse on the building because there is no vibration, no noise, no dust and smoke at work and can stay in the building as usual.
    •  Micro Pile is a steel rod of 1 meter (Segmental Steel Pipe) in diameter from 3-10 inches, which is determined by engineers.
    •  A hydraulic jack is used to push the pile and Pre-Loading through the calibration which was accepted by the agency.
    •  Underpinning should be placed in the supervision of an engineer or experienced professionals.

ยกปรับระดับอาคาร Lifting

 

ยกปรับระดับอาคาร Lifting

ในการปรับยกระดับอาคารนี้ สามารถปรับยกได้ 2 แบบ

     แบบที่ 1. การปรับยกแบบเสริมฐานราก การปรับยกอาคารแบบเสริมฐานรากนี้เกิดจากฐานรากเดิมทรุดตัวและบ้านเอียงหรือเสาเข็มหัก ต้องทำการเสริมเสาเข็มเสียก่อนถึงจะทำการปรับยกอาคารได้ วิธีการนี้เป็นวิธีการที่สามารถยกได้ง่ายเพราะได้เสริมเข็มความแข็งแรงกับตัวฐานรากแล้ว จึงมีความปลอดภัยในการยกบ้าน

     แบบที่ 2. การปรับยกอาคารแบบไม่ต้องเสริมเสาเข็ม ในกรณีนี้ คือ การปรับยกโดยที่บ้านไม่ทรุดเอียงหรือตัวบ้านไม่ได้มีคามเสียหาย แต่ลูกค้าต้องการยกตัวบ้านให้สูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ต้องมีการตรวจสอบและดูหน้างานจากช่างที่ชำนาญงานก่อนการทำงาน

* หมายเหตุ วิธีการปรับยกตัวอาคารแต่ละขั้นตอนต้องมีช่างที่ชำนาญการและมีประสบการณ์ในเฉพาะทางเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขณะปฏิบัติงานได้

งานเสริมฐานรากอาคาร

ในการแก้ไขการทรุดตัวของอาคาร ด้วยวิธีการเสริมฐานราก (Underpinning) กำหนดให้มีขั้นตอนดำเนินงานดังต่อไปนี้

  1. จัดเตรียมสถานที่, ขนย้ายวัสดุ - เครื่องมือ
    • จัดเตรียมสถานที่หน้างาน โดยการกั้นเขตพื้นที่ในการทำงานให้ชัดเจน เพื่อ สะดวกในการปฏิบัติงาน, การรักษาความปลอดภัย, การรักษาความสะอาด
    • จัดเตรียม ขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เข้าหน่วยงาน ให้พร้อมก่อนเริ่มดำเนินงาน
    • ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าและน้ำประปา แยกจากส่วนของอาคาร
  2. งานขุดดินและขนย้ายดินออกใน การเสริมฐานราก (Underpinning) และยกปรับระดับอาคารให้ดำเนินงานอยู่ภายใต้ อาคาร โดยที่ผู้อยู่อาศัยเดิมสามารถใช้งานอาคารได้ตามปกติและไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อวัสดุตกแต่งในอาคารที่ได้ติดตั้งไปแล้ว โดยในระหว่างดำเนินงานเมื่อมีการขุดดิขึ้นมามากจะต้องขนย้ายดินออกไปบาง ส่วนเพื่อให้มีพื้นที่ว่างในการทำงาน และป้องกัน ปัญหาดินพังทลาย
    • การปรับยกอาคารแบบไม่ต้องเสริมเสาเข็ม
  3. การเสริมเสาเข็ม Micro Pile
    • เตรียมเสาเข็ม Micro Pile โดยการตัดท่อเหล็กกลมกลวงเป็นท่อน ๆให้ได้ความยาว ท่อนละประมาณ 1 เมตร ทาสีกันสนิมชนิดRED OXIDE 2 ชั้น และทำการปิดปลายท่อของเสาเข็มท่อนแรกที่ใช้ในการกดแต่ละต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ดินเข้าไปอุดอยู่ในเสาเข็ม
    • ทำการติดตั้งชุดแม่แรงไฮดรอลิก สำหรับใช้ในการกดเสาเข็ม Micro Pile
    • ดำเนินการเสริมเสาเข็ม Micro Pile โดยใช้แม่แรงไฮดรอลิกกดเสาเข็มเหล็กทีละท่อนๆ ความยาวท่อนละประมาณ 1 เมตร จนได้ระดับความลึกที่ต้องการ (พิจารณาจากผลการทดสอบ Parallel Seismic Test) โดยทำการต่อเสาเข็มแต่ละท่อนด้วยวิธีการเชื่อมไฟฟ้า
    • กดเสาเข็ม Micro Pile จนได้ระดับความลึกที่ต้องการ ซึ่งจะสามารถทราบกำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มเบื้องต้นได้ทันทีจากค่าที่อ่านได้จาก Pressure Gauge โดยนำไปสอบทานกับแผนภูมมาตรฐานที่ได้ทำการปรับค่า จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอ เซียหรือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากกรณีที่กดเสาเข็มจนได้ระดับความลึกตามผลทดสอบเสาเข็มเดิม Parallel Seismic Test แล้วค่ากำลังการรับน้ำหนักของเสาเข็มยังไม่ถึง 20 ตัน ต้องแจ้งกลับมายังผู้ออกแบบเพื่อทำการแก้ไขต่อไป
    • ทำการกรอกคอนกรีตเหลวลงไปในปลอกเหล็ก เพื่อป้องกันปัญหาการกัดกร่อนของสนิมเหล็กในภายหลัง
  4. งานประกอบฐานราก
    • ค้ำยันเสาเข็ม Micro Pile กับโครงสร้างอาคาร
    • ตัดเสาเข็มเดิมทิ้งเพื่อถ่ายน้ำหนักของอาคารไปสู่เสาเข็มใหม่
    • ดำเนินการประกอบฐานรากใหม่เข้ากับเสาเข็ม Micro Pile ตามแบบซ่อมแซม
  5. การยกปรับระดับอาคาร
    • ภายหลังจากทำการเสริมเสาเข็มและประกอบฐานรากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการถ่าย น้ำหนักจากฐานรากเดิมสู่ฐานรากใหม่ทุกฐาน และเพื่อตรวจสอบว่าเสาเข็มและฐานรากใหม่สามารถรับน้ำหนักได้ตามแบบ
    • ดำเนินการยกปรับระดับอาคารด้วยแม่แรงไฮดรอลิกพร้อมทำการตรวจสอบค่าระดับให้เหมาะสมกับการปรับระดับของฐานรากแต่ละฐาน
  6. ถมดินกลับคืน, เก็บงานและทำความสะอาด
    • ขนดินกลับเข้ามาถมใต้อาคาร
    • ซ่อมแซมรอยร้าวของอาคารให้กลับคืนสู่สภาพการใช้งานได้ตามปกติ
    • เก็บงานและทำความสะอาดพื้นที่ให้เรียบร้อย

งานดีดบ้าน

การยกปรับระดับ และงานเลื่อนอาคาร ภายหลังจากการแก้ไขปัญหา อาคารทรุดตัว หรือ ทรุดตัว แตกตัวต่างกันหรือความเสียหารของฐานรากอาคาร จากปัญหาต่างๆที่ทำให้ฐานรากอาคารไม่มั่นคงแล้วเสร็จ โดยการเสริมฐานรากอาคารเมื่อเสริมฐานรากอาคารแล้วเสร้จ อาคารยังเอียงตัว แตกร้าว หรือไม่อยู่ในระนาบที่ยอมรับได้ทาง ฐานสมบูรณ์ จะจัดการยก ปรับ ระดับอาคาร ด้วยการตัดเสาต่อหม้ออก แล้วใช้แม่แรงไฮดรอริค ยกปรับระดับอาคารขึ้น โดยการกระทำพร้อมๆกันทั้งหลังแต่ละตำแหน่งของการยกแต่ละตำแหน่งของการยก มาก หรือ น้อย ขึ้นอยู่กัยสภาพลาดเอียงของตัวอาคาร ซึ่งจะควบคุมการยกระดับอาคารด้วย มุมปิด ( Angular Distortion ) เพื่อไม่ให้เกิดแรงดัดในส่วนใดส่วนหนึ่งมากจนเกินไป จนทำให้องค์อาคารเกิดการแตกร้าวได้

งานดีดบ้าน

Lifting

Lifting for adjust the basis. Cause of lifting the house collapsed and tilted or broken piles. Must be added treat the pile of the building first, this method can be added easily, because the needle with strength. It is safe to lift the house. The Lifting is not to be added to the pile, in this case is not tilt or subsidence of the home was not damaged. But want to raise the house up. However, in this case must be monitored and watch from a qualified technician before the operation.

* Note: How to Lifting the building, must be qualified and experienced a professional. The problems can be solved when operational.

The Underpinning for the building.

Process

    1.  Prepare the site, materials, and tools.
      •  preparing the site. Blocking the working area for operation, security, and clean.
      •  Provides materials handling equipment ready before begin operating.
      •  Electric and water meter installation separate part of the building.
    2.  Excavation and transport soil in Underpinning operation, and raise the level of the building under construction at the existing residential buildings can be used as normal and not cause damage to the materials in a building that has been installed. During operation, when was excavated soil will be transported to some In order to have the space to work and prevent soil erosion.
    3.  Micro Pile.
      • Micro Pile prepared by cutting circular hollow steel pieces. The rod has a length of approximately 1 meter painting the rust off of RED OXIDE 2 layer and the rod end of the first pile in each of the press. To prevent the blockage is in the pile.
      • Installing a hydraulic Jack for press in Micro Pile.
      • Add Micro Pile using hydraulic Jack, like the pile of metal pieces approximately half a meter in length until the desired depth. (Based on test results, Parallel Seismic Test) connections by a micro pile of each with the electrical.
      • Press the pile until the required depth. This is get the weight of the pile, right from the initial reading of Pressure Gauge by the regional plan review standards to make an adjustment depend on The Institute of Technology “The University of Siena”. If the depth of the pile until Parallel Seismic Test to but load capacity of piles to 20 tons are not required to report back to the designer to continue editing.
      • To complete add the concrete into the steel casing for prevent corrosion of stainless steel at a later date.
    4.  Implementation
      • Micro Pile bracing to building structure.
      • The pile to the left weight of the building into a new pile.
      • Implementation of the new foundation to the pile by a Micro Pile follow plan.
    5.  Lifting.
      • After the addition of piles and the foundation is finished to the weight of the foundation to the new foundation to verify that the new piles and foundations under the weight.
      • Lifting the building by a hydraulic jack at the test level to suit the level of the foundation base.
    6.  Cover the recovery, storage and cleaning.
      • coat the back cover of the building.
      • repair the cracks of the building, restored to normal.
      • Keep the area clean and tidy.

After troubleshooting, buildings collapsed or the division of building foundation is not completely stable. We will correct by way to handle the volume of the building by cutting a pole to the pile and use crane hydraulic Jack. Raise the level of the building. The action comes after either the position of the individual positions of the more or less; depend on slope of the building. This is dictated by the elevation of the building (Angular Distortion) to avoid bending the part to making body of the building broken.

ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรง Structural rehabilitation

 

ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างอาคาร (Structural Rehabilitation)

วิธีการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างนั้น เป็นวิธีการแก้ไขอาคารที่เสื่อมคุณภาพหรืออาคารที่มีอายุการใช้งานนานมากกว่า 30 ปีหรือเกิดจากการหล่อโครงสร้างในตอนแรกไม่ดี ทำให้โครงสร้างเกิดความเสียหายและรับน้ำหนักของตัวอาคารเองไม่ได้ ทำให้ต้องปรับปรุงซ่อมแซม การปรับปรุงซ่อมแซมนั้น ทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมกันมากคือ เสริมเหล็กและเทหุ้มด้วยปูนก่อสร้างที่มีกำลังสูง ตั้งแต่ 650 หรือ 700 กรัม ปูนชนิดนี้เป็นปูนที่มีกำลังอัดสูงและสามารถรับน้ำหนักได้เร็วกว่าปูนโครงสร้างทั่วไป

*หมายเหตุ การซ่อมแซมโครงสร้างต้องมีช่างซ่อมที่ชำนาญงานและมีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อที่จะได้ทำงานได้ดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม

(1) ดินชั้นบนมีลักษณะเป็นดินทรายปนดินตะกอน (Siltysand) สีน้ำตาลแดง สภาพหลวม ถึงปานกลางมีความหนาประมาณ 4-8 เมตร

(2) ดินชั้นถัดไปเป็นดินทรายปนดินตะกอน และกรวด มีความเหนียวเล็กน้อย สภาพแน่นถึงแน่นมาก มีความหนาประมาณ 6-16 เมตร

(3) ดินชั้นถัดไปเป็นดินเหนียวปนดินตะกอน (Silty clay)สีแดงปนน้ำตาล มีส่วนผสมของกรวดและทรายปนอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งคุณสมบัติของดินนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณความชื้น เนื่องจากดินมีอัตราส่วนโพรงสูงจะทำให้น้ำซึมผ่านได้ดี จึงทำให้ความชื้นแทรกซึมเข้าสู่โครงสร้างดินได้อย่างรวดเร็ว ผลการทดสอบการรับน้ำหนักสูงสุดของดินโดยใช้แผ่นเหล็กกด พบว่าการเพิ่มความชื้นในดินจาก 9% เป็น 15% ในขณะที่มีหน่วยแรงกดจะทำให้เกิดการทรุดตัวอย่างรวดเร็ว และความสามารถรับน้ำหนักสูงสุดของดินจะลดลงประมาณ 40% นอกจากนี้ยังพบว่าดินสามารถเกิดการวิบัติ (Collapse) ได้ด้วยน้ำหนักตัวเองถ้าหากดินได้รับความชื้นในปริมาณที่มากพอ

2.3 การทรุดตัวของอาคารจากรายงานการสำรวจข้อมูลอาคาร ประเภทกลุ่มอาคารสำนักงาน อาคารเรียนและที่พักอาศัย พบว่าเป็นอาคารที่มีฐานรากชนิดฐานแผ่จำนวน 149 หลัง (66%) เป็นอาคารเก่าแก่และมีปัญหาการชำรุดเนื่องจากการทรุดตัวของฐานรากแผ่ 62หลัง (27%) การก่อสร้างอาคารฐานรากแผ่ ตามปกติความลึกของระดับฐานรากอยู่ต่ำกว่าผิวดินเดิมประมาณ 1.5-3.0 เมตร ซึ่งฐานรากจะวางบนชั้นดินทรายปนดินตะกอน อาคารที่มีปัญหาการทรุดตัว ก็จะเป็นอาคารฐานรากแผ่ที่วางบนชั้นดินทรายปนดินตะกอนนี้ ปัญหาการทรุดตัวของอาคาร จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเมื่อฐานรากเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน ทำให้เกิดรอยแตกร้าวขึ้นบนผนังอิฐก่อ และอาจรุกลามเข้าไปในโครงสร้างเสาและคานหากรอยแตกร้าวที่เกิดพัฒนาเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ปัญหาการชำรุดวิบัติมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อฐานรากอาคารเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากันองค์อาคารส่วนที่ยึดติดกับฐานรากได้แก่ เสา คานและผนังจะมีแรงกระทำในระดับสูงมาก ทั้งแรงดัด แรงเฉือนและแรงบิดจนเกินกว่าค่า ความเค้นที่องค์อาคารสามารถรับได้ จึงทำให้เกิดรอยแตกร้าวต่าง ๆ ขึ้น ลักษณะรอยแตกร้าวที่เกิดจากการทรุดตัว รอยแตกร้าวจะเอียงเป็นเส้นทแยงมุมประมาณ 45o กับแนวระนาบบนผนังปูน ผนังก่ออิฐ หรือหัวเสา โดยจะเอียงทแยงลงไปทางเสาที่ฐานรากทรุดตัวมาก ขนาดความกว้างของรอยแตกจะขึ้นกับขนาดความแตกต่างของการทรุดตัว ในกรณีที่เป็นผนังวัสดุอื่น เช่น แผ่นไม้อัด ยิปซัมบอร์ด หรือ กระเบื้องกระดาษจะทำให้สังเกตเห็นรอยแตกร้าวในระยะแรก ได้ค่อนข้างลำบาก แต่เมื่อปัญหาการทรุดตัวมีความรุนแรงมากขึ้น ก็จะปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นที่รอยต่อระหว่างหัวเสาและคาน

3. การเสริมฐานรากอาคาร

3.1หลักการการเสริมฐานราก (Underpinning)หมายถึงการปรับปรุงฐานรากเดิมเพื่อให้สามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย ในการเสริมฐานรากโดยทั่วไปจะเป็นการเพิ่มความลึกหรือจำนวน ของเสาเข็มหรือการปรับปรุงคุณภาพดินใต้ฐานรากหรือการขยายขนาดของฐานรากโดยมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อแก้ไขความเสียหาย (Remedial underpinning) จากปัญหาการชำรุดของฐานราก
  2. เพื่อป้องกันความเสียหาย(Precautionary underpinning)จากการก่อสร้างอาคารข้างเคียงการดำเนินงานเสริมฐานรากอาคารต่าง ๆ จะประสบผลสำเร็จมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพของดินใต้ฐานรากและวิธีการเสริมฐานราก ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน ต้องอาศัยความรู้ทางด้านปฐพีศาสตร์ และความเข้าใจในพฤติกรรมการรับแรงต่าง ๆ หากการดำเนินงานสามารถแก้ไขปัญหาของอาคารได้ก็จะถือว่าประสบผล สำเร็จ

Structural Rehabilitation

Structural Rehabilitation is how to fix deteriorated buildings or buildings that last for more than 30 years or so of the incorrect in the first operation. The structural damage and not support the weight of the building itself. There are several ways to repair, an almost usual present is covered with concrete and steel construction with power from 650 or 700 g of cement mortar with a high compressive strength and gain weight faster than a typical concrete structure.

* Note: Structural Rehabilitation must be qualified and experienced in a professional only. The problems can be solved when operational.

(1) Top soil is a sandy soil, sediment (Silt sand) are loose to medium brown, about 4-8 meters in thickness.

(2) The next layer is a sandy soil, sediment and grit are a little sticky. That very tight of about 6-16 meters.

(3) The next layer is clay mixed sediment (Salty clay) reddish brown. A mixture of gravel and sand, mixed with a little. The properties of the soil moisture content will vary. Due to the high aspect ratio holes through the water better. Quickly penetrate of moisture into the soil. Test the weight of the soil using a metal press. Found that increasing soil moisture content of 9% to 15%, while the amount of pressure will cause a rapid collapse. The maximum load capacity of the soil is reduced by about 40%. It was found that the soil can cause the collapse (Collapse) with its own weight if soil moisture levels are high enough.

2.3 Settlement of buildings from the Building Survey types of buildings. The foundation of a building with a total of 149 roll back (66%) and the old buildings have been damaged due to subsidence of the foundation extends 62 (27%) of the spread footing construction. Typically, the depth of the foundation below the ground surface to approximately 1.5 to 3.0 meters, the foundation is laid on the sandy soil sediments. The building has collapsed. The building foundation is laid flat on the ground is sandy sediments, settlement of the building. The intensity increased as the foundation of the settlement not equal. Cause cracks on the brick wall. Aggressive and may spread through cracks in the pillars and beams, if the development will increase the growing problem of catastrophic damage is more severe. Building on the foundations of the building collapsed at different body parts that were bolted to the foundation, walls, beams and columns will have a very high flexural, shear and torque is exceeded. Stress and strain energy can be obtained. The cracks were caused by the cracks caused by subsidence. Diagonal crack is tilted about 45o to the horizontal concrete masonry wall or pole head is tilted down toward the opposite pole to foundation settlement. The width of the cracks depends on the size of the settlement. In the case of wall materials such as gypsum board or tile veneer, paper and noticed a crack in its early stages. The settlement issue is more serious. I will crack up at the interface between the columns and beams.

3. Underpinning

3.1 Principles of reinforced the foundations. (Underpinning) meant to improve the foundations to be able to safely carry the weight. In addition, the pillar will increase the depth or number of the pile or the soil under the footing or foundation with the aim of the following.

  1. To fix the damage (Remedial underpinning) of the deterioration of the foundation.
  2. To prevent damage (Precautionary. underpinning) side of the building are the foundations of the buildings were more or less success. Depend on the condition of the soil under the foundation support. This is quite complicated. Requires knowledge of soil science. And understanding of the behavior is different if the problem of the building will be considered successful.

ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร Structural Assessment

 

สำรวจตรวจสอบตามความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร(Structural Assessment)

การสำรวจและตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างอาคารนั้น ต้องมีความชำนาญในการดูแลและตรวจสอบหรือผู้ที่เข้าไปตรวจสอบต้องมีความเข้าใจกับปัญหาอาคารทรุดหรืออาการโครงสร้างร้าว วิธีการสังเกตง่ายๆ ของตัวโครงสร้างทรุดจะเกิดการร้าวของผนังเป็นรอยเฉียงออกจากมุมเสาด้านบนหรือเสาคานเกิดการร้าวเป็นเส้นรอบๆ ให้สังเกตว่ารอยร้าวมีการหยุดหรือไม่ ถ้ารอยร้าวมีอาการร้าวเพิ่มเรื่อยๆ ให้โทรหาวิศวกรหรือผู้ชำนาญงานเพื่อหาวิธีซ่อมแซมและแก้ไขต่อไป

  1. การตรวจสอบสภาพภายนอกอาคาร (Geometry Survey)เป็นการสำรวจตรวจสอบอาคารทางกายภาพกาสำรวจ มิติต่างๆ ทางกายภาพของอาคาร
    • ตรวจสอบบันทึกสภาพแตกร้าวของอาคารที่มองเห็น (Visual Inspection)
    • ตรวจสอบสภาพการทรุดตัวของอาคาร, สภาพการเอียงของโครงสร้าง เป็นต้น
  2. การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Testing & Survey)การสำรวจดูสถานที่ซึ่งจะทำการสำรวจดิน โดยสังเกตชนิดของฐานรากบริเวณใกล้เคียง รอยแตกบริเวณประตู หรือหน้าต่างหรือคานรับน้ำหนัก ปัญหาเรื่องน้ำหนักปัญหาเรื่องน้ำกัดเซาะดินอาจ พบในบางแห่งที่มีการไหลของน้ำซึมผ่านชั้นดินเมื่อทำการขุด ข้อมูลเหล่านี้จะได้มาจากการสอบถาม และสำรวจพื้นที่บางครั้งจำเป็นที่จะต้องไปศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับดินเพิ่มเติม ปกติจะมาจากผลงาน การสำรวจหรือวิจัยของสถาบันการศึกษา ข้อมูลจากหน่วยงานของท้องถิ่น แผนที่ภาพถ่ายทาง ข้อมูลเกี่ยวกับดินและหินกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการเตรียมการเตรียมของที่จำเป็นจะต้องใช้สำหรับการ ปฎิบัติและเป็นการเตรียมการเบื้องต้น
  3. ตรวจสอบสภาพความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารโดยตรวจสอบแบบสุ่มตัวอย่าง ดังนี้ตรวจสอบคุณภาพของคอนกรีตแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing)โดยวิธีวัดขนาดแรงสะท้อนด้วยเครื่อง Schmidt Hammer
    - ตรวจสอบค่ากำลังอัดสูงสุดของคอนกรีตโดยวิธี Ultrasonic Pulse Velocity Test ( PUNDIT )
  • ตรวจสอบสภาพความเป็นกรด – ด่างของผิวคอนกรีต Carbonation Test
  • ตรวจสอบปริมาณคลอไรด์ ของคอนกรีต Chloride Test
  • ตรวจสอบตำแหน่งและขนาดของเหล็กเสริม Ferro Scan / Covermeter Test
  • ตรวจสอบกำลังของเหล็กเสริมด้วยวิธี Hardness Test
  • การเจาะเก็บแท่งตัวอย่าง Core Sampling
  • การทดสอบกำลังดึงของเหล็กเสริม โดยตัดตัวอย่างจากองค์อาคาร ( Specimen Sampling)
  • การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกขององค์อาคาร ( Slab Load Test )
  • การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม ( Pile Load Test )
  • การตรวจสอบความยาวและความสมบูรณ์ของตัวเสาเข็ม โดยวิธี Side Echo Test
  1. การตรวจสอบสภาพภายนอกอาคาร (Geometry Survey)การสำรวจมิติต่างๆ ทางกายภาพของอาคาร เป็นการสำรวจสภาพภายนอก และภายในอาคารที่สามารถมองเห็น สำรวจสภาพการใช้พื้นที่อาคารทำการบันทึกตรวจวัดความยาว ความกว้าง ของอาคาร ตำแหน่งและขนาดพร้อมหน้าตัดของโครงสร้างอาคาร เช่น คาน,เสา เป็นต้น เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการจัดทำแบบแปลนของอาคารขึ้นใหม่ การตรวจสอบบันทึกสภาพการแตกร้าวของอาคารที่มองเห็น เนื่องจากสภาพการใช้งานความชำรุดเสียหายตามสภาพของอาคาร เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตรวจสอบความมั่งคงแข็งแรงของอาคารต่อไป ขนาดของรอยร้าว (ความลึก ความกว้าง และ ความยาวทิศทาง(ตามขวาง ตามยาว ตามแนวดิ่งตามแนวทแยง หรือมีการกระจายทั่วๆไป) ตำแหน่งรอยร้าว เป็นต้นเพื่อติดตามพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงรอยแตกร้าวระยะยาว (Long Term Monitoring) เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบพฤติกรรมของการแตกร้าว บริษัทฯจะใช้เครื่องมือทดสอบที่เรียกว่า “Crack Meter” การตรวจสอบการทรุดตัวจะทำการต่อเนื่อง คือการติดตั้ง Reading Scale ที่เสาแต่ละต้นเพื่อติดตามพฤติกรรมการทรุดตัวของอาคาร
  2. การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นดิน (Soil Testing & Survey)
    • การเจาะดินเพื่อการสำรวจเบื้องต้น เป็นการขุดหรือเจาะดินเล็กน้อยเบื้องต้องการ ทราบชนิดของดินการเรียงตัวของชั้นดิน ระดับน้ำใต้ดิน และอื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมเครื่องมือและวางแผนงานได้ดีขึ้นสำหรับงานสำรวจดินซึ่งไม่ใหญ่มากนักอาจไม่มีขั้นตอนนี้ หรือหากเป็นงานที่เล็กแล้วการสำรวจดินในสนามอาจสิ้นสุดที่ขั้นตอนนี้ก็ได้
    • การสำรวจดินเพื่อหารายละเอียดเป็นการวางแผนอย่างละเอียดเกี่ยวกับการสำรวจดินโดยทั่วไปจะระบุว่าจะเจาะดินทั้งหมดกี่หลุม แต่ละหลุมลึกเท่าไรมีการทดสอบในสนามอะไรบ้างในตำแหน่งความลึกเท่าใด เก็บตัวอย่างดินของหลุมใดที่ระดับลึกเท่าไร เพื่อนำไปทดสอบอะไรโดยปกติแล้วจะต้องการข้อมูลสำหรับทำ Soil Profile ข้อมูลเกี่ยวกับความแข็งแรงของดิน (Shear Strength Parameters) และข้อมูลเพื่อใช้คำนวณ หาการทรุดตัวของสิ่งก่อสร้าง
    • ความลึกของการเจาะสำรวจ โดยทั่วไปนั้นมักจะเจาะสำรวจดินเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการออกแบบและก่อสร้าง ฐานราก ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ เพื่อที่จะศึกษา ลักษณะการวางตัวของชั้นดิน ความลึกสูงสุดของหลุมได้มา จากการประมาณหาการกระจายของแรงที่มีผลต่อดินไปไม่มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ (Pressure Increment Is 10 Percent Of Contact Pressure) ซึ่งประมาณได้เท่ากับ 2 เท่าของความยาว ของฐานรากนับจากระดับใต้ฐานรากลึกลงไปหากเป็นดินอ่อนที่ทำให้เกิดปัญหาซึ่งจำเป็น ที่จะต้องใช้เสาเข็ม หรืออื่นๆ ควรจะเจาะให้ลึกลงไปจนถึงชั้นดินที่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักของโครงสร้าง
  3. ตรวจสอบสภาพความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเพื่อหาความสามารถในการรับ กำลังและคุณสมบัติของวัสดุโครงสร้าง
    • 3.1) การทดสอบ Rebound Hammer Test หรือ SchmidtHammer Test( ASTM C805)เป็นกาตรวจสอบคุณภาพของคอนกรีตแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing) โดยวิธีวัดขนาดแรงสะท้อนด้วย Schmidt Hammer Testเพื่อประเมินค่ากำลังอัดสูงสุด (Maximum Compressive Strength ) หรือค่า fc’ ของคอนกรีต การทดสอบด้วยวิธีนี้ ดำเนินการตามมาตรฐาน ASTM C805
    • 3.2) ตรวจสอบค่ากำลังอัดสูงสุดของคอนกรีตโดยวิธีUltrasonic Pulse Velocity Test ( PUNDIT,ASTM C803)เป็นการการตรวจสอบโดยวิธีการส่งคลื่นความถี่สูง (Ultrasonic Pulse) ผ่านเข้าไปในตัวกลางเนื้อคอนกรีตที่ต้องการทดสอบ นำค่าที่ได้มาคำนวณหาค่าความเร็วคลื่น เพื่อนำไปแปรผลเป็นค่ากำลังอัดสูงสุดของคอนกรีต
    • 3.3)ตรวจสอบสภาพความเป็นกรด – ด่างของผิวคอนกรีต Carbonation Testงานทดสอบในสนาม โดยใช้สารละลาย phoenophtalein เจือจางฉีดพ่น ลงบนผิวคอนกรีตเพื่อดูค่า pH หรืองานทดสอบในห้องปฏิบัติการโดยเจาะเก็บผงคอนกรีตที่ระยะความลึกต่างๆกัน มาทดสอบหาค่า pHในห้องทดลอง
    • 3.4) ตรวจสอบปริมาณคลอไรด์ของคอนกรีต Chloride Test(ASTM C114) ปริมาณของ Chloride เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการผุกร่อนเป็นสนิม ของเหล็กเสริม ถ้ามีปริมาณมากพอในระหว่างการผสมคอนกรีตอาจมีผลทำให้ Passivity Film ไม่เกิดขึ้น หรือถ้าเกิดการแทรกซึมเข้ามาภายหลังจากน้ำทะเลหรือน้ำจากการผลิตที่มี Chloride เป็นต้นจนถึงตำแหน่งเหล็กเสริมเหล็กเสริมก็จะเกิดเป็นสนิมอย่างรวดเร็ว การตรวจสอบปริมาณ Chloride เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างระยะความลึก และปริมาณของ Chlorideตรวจสอบโดยนำผงคอนกรีตที่ระดับความลึกต่างๆ มาทดสอบในห้องทดลองเพื่อหาแนวโน้มการแทรกซึมของ Chloride
    • 3.5) ตรวจสอบตำแหน่งและขนาดของเหล็กเสริม Ferro Scan / Covermeter Test เป็นการสำรวจเพื่อหาตำแหน่งและระบุขนาดของเหล็กเสริมในโครงสร้าง โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ COVERMETER”ซึ่งอาศัยหลักการที่เหล็กเสริมที่อยู่ ในเนื้อคอนกรีตจะมีผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่เครื่องมือ ทดสอบสร้างขึ้น ซึ่งจะมีค่าสูงสุดเมื่ออยู่ตรงตำแหน่งเหล็กเสริมพอดี ทำให้สามารถระบุความลึก ( Cover Depth )และขนาดของเหล็กเสริม ( Bar Size ) ได้ เครื่องมือชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้งานหาตำแหน่งเหล็กเสริมใน พื้นและกำแพง คสล. หรือ เสา , คาน ขนาดเล็กที่มีการเสริมเหล็กไม่หนาแน่น ความถูกต้องแม่นยำของเครื่องมือจึงขึ้นอยู่กับระยะห่าง ของเหล็กเสริม ( Spacing ) และตำแหน่งความลึกของเหล็กเสริม ( Cover Depth ) การใช้เครื่องมือนี้จึงควรมีการสอบเทียบตำแหน่ง และขนาดของเหล็กเสริมจริงจากการเจาะหรือสกัดเปิดผิวคอนกรีต
    • 3.6) ตรวจสอบกำลังของเหล็กเสริมด้วยวิธี Hardness Test เป็นการทดสอบในลักษณะเดียวกับการทดสอบ Rebound Hammer Test ในคอนกรีตโดยการทดสอบนี้จะประเมินค่าความแข็ง ( Hardness )ของผิวเหล็กเสริมการทดสอบด้วยวิธีนี้จะต้องมีการกำหนดตำแหน่งของเหล็กเสริมก่อน( อาจทำร่วมกับ Ferro Scan )หลังจากนั้นทำการเจาะผิวคอนกรีตด้วยสว่านไฟฟ้า ทำความสะอาดผิวเหล็กเสริมแล้วจึงเริ่มดำเนินการทดสอบ
    • 3.7)การเจาะเก็บแท่งตัวอย่าง Core Sampling (ASTM C42)เป็นการเจาะเก็บตัวอย่าง คอนกรีตด้วยเครื่องเจาะ (Core Drilling Machine )ที่โครงสร้างคานและเสา เพื่อนำไปทดสอบหาค่ากำลังอัดสูงสุด ( Maximun Compressive ) ด้วยเครื่องทดสอบกำลังอัด ( Compression Machine )ใน ห้องทดลอง
    • 3.8) การทดสอบกำลังดึงของเหล็กเสริม โดยตัดตัวอย่างจากองค์อาคาร( Specimen Sampling ,ASTM E8) เป็นการทดสอบแบบทำลาย( Destructive Test )โดยการสุ่มตัดแท่งตัวอย่างเหล็กเสริมไปทดสอบหาค่ากำลังรับแรงดึง ( Tensile Strength , fy ) ในห้องทดลองการทดสอบแบบนี้ไม่เหมาะสมที่จะทำเป็นจำนวนมากเพราะทำให้องค์อาคาร เสียหายและต้องซ่อมแซม
    • 3.9) การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกขององค์อาคาร( Slab Load Test ,ACI 318) เป็นการทดสอบเพื่อหากำลังในการรับน้้ำหนักบรรทุกของโครงสร้างภายใต้น้ำหนัก บรรทุกจริงเพื่อศึกษาพฤติกรรมจริงในการรับน้ำหนักของโครงสร้างโดยการทดสอบจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักที่กระทำกับโครงสร้างและวัดค่าการเสียรูป ของโครงสร้าง (Deflection)
    • 3.10) การทดสอบการรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม( Pile Load Test ,ASTM D3689-83) เป็นการทดสอบกำลังรับน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็มโดยการวางน้ำหนัก บรรทุกลงบนหัวเสาเข็มแล้วตรวจวัดค่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้น สำหรับเสาเข็มที่จะใช้เป็นหลักรั้ง จะใช้เสาเข็มไมโครไพล์ (Micro Pile ) ซึ่งสามรถทำงานใต้อาคารได้ เป็นตัวยึดโครงเหล็ก (Support Frame ) ที่วางพาดอยู่เหนือเสาเข็มทดสอบจากนั้นใช้แม้แรงไฮดรอลิค วางบนหัวเสาเข็มทดสอบแล้วดันโครงเหล็ก เพื่อให้เกิดแรงดันกลับ เกิดเป็นน้ำหนักกดลงบนเสาเข็มทดสอบ อ่านค่าบันทึกแรงดันจาก Pressure Gauge ที่ติดอยู่กับชุดแม่แรงไฮดรอลิค พร้อมกับตรวจวัดและบันทึกค่าการทรุดจมของเสาเข็มไปด้วยพร้อมๆกัน เมื่อทดสอบจนแล้วเสร็จนำผลที่ได้มา เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง น้ำหนักบรรทุกกับค่าการทรุดตัว เพื่อการวิเคราะห์ผลต่อไป 3.11) การตรวจสอบความยาวและความสมบูรณ์ของตัวเสาเข็ม โดยวิธี Side Echo Test เป็นการตรวจสอบความสมบูรรณ์ของตัวเสาเข็ม โยดส่งคลื่นความสั่นสะเทือน จากเครื่องกำเนินความถี่ (VibrationalMachine)ลงไปในเนื้อคอนกรีตของตัวเสาเข็ม ที่ต้องการตรวจสอบ โดยคลื่นความถี่จะเกิดการสะท้อนกลับขึ้นมาที่ผิวคอนกรีต ทำให้สามารถตรวจสอบสภาพความต่อเนื่องหรือความบกพร่อง ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเสาเข็มได้จากการดูรูปแบบคลื่นที่ปรากฎทีั้งยังประมาณความลึกของเสาเข็มได้อีกด้วย

Explore the strength of the structure (Structural Assessment).

Explore and examine the strength of the structure. Have the expertise to oversee and verify that the check or the need to understand the structure of the building collapse or a crack observation. Of the structure collapsed to the crack of the wall is welded around the top of the tower or antenna beam around the fracture line. Note that the leak has stopped or not. If cracks have to continue should to call an engineer or an expert to find out how to repair and modify.

  1. Check the condition of the building (Geometry Survey) to probe the physical plant's Explore the physical dimensions of the building.
    • Check on the condition of the building visible cracks (Visual Inspection).
    • Check the condition of the building collapsed, slope of the structure.
  2. Explore and analyze soil (Soil Testing & Survey), explore the places where the soil survey. The crack of the vicinity cracks around the door or window or beam, weight, soil erosion or water. In some places the flow of water through the soil when digging. These data are derived from a query. And explore some of the need to educate yourself more on the ground usually works. By research institution to information from local agencies. Maps and photos about the department of soil and rock. It is useful in the preparation of the necessary preparations to be used for. Practice and preparation of preliminary
  3. Check stability of the structure by examining a random sample.
    • Non-Destructive Testing by measuring the force with Schmidt Hammer.
    • Check Compressive strength of concrete by Ultrasonic Pulse Velocity Test (PUNDIT).
    • Check the condition of acid - base of concrete Carbonation Test.
    • Determine the amount of concrete Chloride Test.
    • Determine the position and strength of Ferro Scan / Cover meter Test.
    • Check the strength of steel with a Hardness Test.
    • Collection bar for Core Sampling.
    • Test the tensile strength. In the example of one building (Specimen Sampling)
    • Test the weight of the body of the building (Slab Load Test).
    • Test the weight of the pile (Pile Load Test).
    • Determine the length and integrity of the pile by Side Echo Test.
  1. To check outside of the building (Geometry Survey) .Explore the various dimensions of physical plant. Outside and inside of the building can be seen. Survey of the measure length, width and shape of the building location and size of structures such as beams, columns, etc., to be used as information for prepare to the new plan of building. Inspection division of the building visible and find cause damaged condition of the building.At first explore of the stability of building. The size of the cracks (depth, width and length direction (longitudinal vertical cross diagonally or normal distribution to track long-term behavior change (Long Term Monitoring) tool used to check the behavior of the crack. The company will use a test called "Crack Meter" to monitor the settlement will continue. Reading Scale is set to track the behavior of each of the pillars of the building collapsed.
  2. Explore and analyze soil (Soil Testing & Survey).
    • In preliminary dig or drill to check type of soil, groundwater levels and other tools will be useful in the preparation and planning better for the soil, which is not very large, this step may not be available. Or if it is small, the soil in the field may be terminated at this step.
    • Explore to find out the details of the plan with the soil generally indicates that the total number of holes to drill. How deep a hole to be tested in the field, some in much depth. Soil sampling of the hole that much deeper level. The test is usually required for a Soil Profile Information about the strength of the soil (Shear Strength Parameters) and to calculate. The settlement of the building.
    • Explore the depth of penetration. In general, tend to penetrate the soil to obtain sufficient information to design and construction of foundations, which must take into account the cost and time required to perform. In order to study. The rest of the soil. Maximum depth of the hole was. The estimated distribution of the forces that affect the soil to no more than 10 percent (Pressure Increment Is 10 % of Contact Pressure), which is approximately equal to two times the length. The foundation of the foundations of the deep if the soil is soft, which is causing the problem. To the pile or the other should be drilled to a depth down to the ground floor is strong enough to handle the weight of the structure.
  3. Inspection to determine the structural stability of the reception. The structure and properties of materials.
    • 3.1) Rebound Hammer Test, or test Schmidt Hammer Test (ASTM C805) is in a non-destructive inspection of concrete. (Non-Destructive Testing) by measuring their strength with Schmidt Hammer Test to evaluate the maximum compressive strength (Maximum Compressive Strength) or fc 'of concrete tested in this way. Implement of the standard ASTM C805.
    • 3.2) determine the maximum compressive strength of concrete by Ultrasonic Pulse Velocity Test (PUNDIT, ASTM C803) is investigated by means of sending a high frequency (Ultrasonic Pulse) through the intermediary of the tested concrete. The value was calculated for the wave velocity to convert as the maximum compressive strength of concrete
    • 3.3) Inspection of the acid - base of concrete Carbonation Test sample in the field. The solution phoenophtalein. Dilute spray. A substrate for the pH test in the laboratory or collected by the depth of concrete powder was tested for pH in different laboratories.
    • 3.4) determine the amount of concrete chloride Chloride Test (ASTM C114) Chloride is an important amount of corrosion that can cause rust. Strength. If the volume of the concrete may result in Passivity Film does not occur or if any penetration into the water or sea water to produce a Chloride as the position of reinforcement steel, will corrode. quickly Chloride to determine the correlation between depth and volume of Chloride monitored by powder concrete at various depths. Tested in the laboratory to determine the infiltration of Chloride.
    • 3.5) determine the position and strength of Ferro Scan / Cover meter Test conducted to locate and identify the size of the steel structure. Using a tool called "COVERMETER" which relies on the principle that strength is. Concrete is the result of the magnetic field instruments. Test created. This is the highest position in the steel fit. You can specify the depth (Cover Depth) and the size of the reinforcing steel (Bar Size) is the ideal tool to locate reinforcing steel in walls, floors and Csl. Or columns, beams, reinforced with a small density. Accuracy of the tool depends on the distance. Strength (Spacing) and the depth of reinforcement (Cover Depth).Instruments should be calibrated position, size and strength of the drilling or extraction of the substrate.
    • 3.6) Check the strength of steel with a Hardness Test is a test in the same manner as the Rebound Hammer Test in concrete test conducted to evaluate the hardness (Hardness) of the surface for the test in this way has to be placement of reinforcing steel before (probably made with Ferro Scan) to penetrate the concrete with a power drill. Clean steel, to begin the test
    • 3.7) Collected for Core Sampling (ASTM C42) of the collected samples of concrete drilling (Core Drilling Machine), the structural beams and columns to determine the maximum compressive strength (Maximum Compressive) Compression testing machine (Compression Machine) in the laboratory.
    • 3.8) Test the tensile strength. In the example of one building (Specimen Sampling, ASTM E8) to test the (Destructive Test) were randomly cut bars for reinforcement to test the strength of the (Tensile Strength, fy) in the laboratory to test this not be large because of the strain energy. Damaged and need to repair
    • 3.9) Testing the weight of the body of the building (Slab Load Test, ACI 318) was tested for its capacity to carry the weight of the structure under load. Actually carried out to study the actual behavior of the weight of the structure of the test will be gradually Add weight to the structure and measuring the deformation of the structure (Deflection).
    • 3.10) Test the weight of the pile (Pile Load Test, ASTM D3689-83) to test the load capacity of piles by putting on weight. Load on the pile to measure the subsidence occurred for piles to be used as a brace. The Micro Pile which is run under the building. Metal bracket (Support Frame) is laid across the pile of tests, use a hydraulic pressure value. Then pile the pressure on the steel frame and pressure weight pressing down on the pile. Read the record of Pressure Gauge pressure is attached to a hydraulic jack c. With measuring and recording the settlement of the pile to the other submerged. When testing is completed, the results obtained. Graph show the relationship between load and settlement.
    • 3.11) determine the length and integrity of the pile by Side Echo Test to determine the minimum space of the pile. By the frequency shock wave of the bundle (Vibration Machine) to the top concrete of the pile. To check the spectrum is reflected back to the concrete and check the condition or defect. That may come up with a pile of wave patterns that appear also about the depth of the pile, too.

สำรวจจุดบกพร่องของอาคาร Building Defect Check

 

สำรวจจุดบกพร่องของอาคาร Building Defect Check

สำรวจจุดบกพร่องของ บ้าน และ อาคาร จุดบกพร่องที่ว่า ทำไมอาคารจึงทรุดตัว และการทรุดตัว มีสาเหตุหลักๆ มาจากอะไร?

  1. การก่อสร้างอาคารในระบบฐานรากตื้น เช่น ใช้เสาเข็มสั้น 6 เมตร, เข็มไม้, ฐานรากแผ่, หรือพื้นชนิดวางบนดิน โดยเฉพาะชั้นดินในกรุงเทพและปริมณฑล ดินชั้นบนมีลักษณะเป็นดินเหนียวอ่อน เกิดการยุบอัดตัว หรือทรุดตัวได้มาก กรณีเช่นนี้ถือว่าไม่อันตรายแต่อย่างใด ถ้าโครงสร้างมีการทรุดตัวเท่าๆ กัน
  2. การก่อสร้างที่ใช้ระบบฐานรากแตกต่างกัน เช่น งานต่อเติม, ดัดแปลง เป็นต้น ในกรณีนี้ถ้าดำเนินการก่อสร้างไม่ถูกหลักวิศวกรรม ไม่มีการตัด Joint หรือมีการเชื่อมโครงสร้างส่วนหนึ่งส่วนใดเข้ากับตัวบ้าน อาจเกิดการทรุดตัวไม่เท่ากัน, ทรุดร้าว, ทรุดเอียง ถ้ามีการเชื่อมโครงสร้างกับโครงสร้างเดิม อาจเกิดการยึดรั้งและส่งผลกับโครงสร้างเดิมด้วย โดยถ้าโครงสร้างหลักมีการแตกร้าวถือว่าเป็นการทรุดที่อันตราย
  3. ความบกพร่องของเสาเข็มเอง เช่น เสาเข็มหัก, เสาเข็มชำรุด, เสาเข็มเดี่ยวเยื้องศูนย์, ฐานรากพลิก, เสาเข็มตอกไม่ได้ Blow Count เป็นต้น ส่วนใหญ่จะรู้เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วเกิดความบกพร่องให้เห็น เช่น ผนังร้าวในแนวทแยง 45 องศา คล้ายๆ กันในทุกชั้น, มีเสียงโครงสร้างลั่น เป็นต้น ถือเป็นการทรุดที่อันตรายและจำเป็นต้องรีบแก้ไขเช่นเดียวกัน
  4. การออกแบบฐานรากที่ผิดพลาด เช่น ไม่มีการเจาะสำรวจดิน, น้ำหนักบรรทุกจริงที่ถ่ายลงเสาเข็มต่อต้น ในแต่ละฐานรากไม่เท่ากัน เป็นต้น

เราจะรู้ได้อย่างไร...ว่าอาคารของเราเกิดการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน?

  1. ระดับพื้นเอียง อาจทดสอบได้โดยการถ่ายระดับน้ำหรือกลิ้งวัตถุทรงกลมบนพื้นเพื่อตรวจสอบระดับ ที่แตกต่างกัน
  2. เกิดการแตกร้าวเป็นมุมเฉียง 45 องศาที่ผนังโดยรอยแตกที่กว้างและยาวขึ้นแสดงถึงการทรุดตัวที่มากขึ้น
  3. โครงสร้างหลักมีการแตกร้าว เช่น เสา คาน พื้น โดยอาการของการแตกร้าวจะแตกต่างกันออกไป รวมถึงมีเสียงแตกลั่นในบางครั้ง

การตรวจสอบตัวบ้านก็ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตรวจดูสภาพรอบบ้าน สำหรับบ้านที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ให้ตรวจดูดินที่รองรับตัวบ้านว่ามีการยุบตัวหรือไม่ หากดินมีการยุบตัวอาจทำให้ฐานรากขยับตัวได้ นอกจากนี้การที่ดินยุบตัวอาจทำให้พื้นคอนกรีตชั้นล่างเกิดอาการแอ่นตัวขึ้น ได้

หากพบว่าเสาบ้านมี รอยแตกขนานกับเสา ให้เร่งทำการแก้ไข เพราะการที่เสาบ้านถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน อาจทำให้เหล็กเป็นสนิม ดันให้คอนกรีตแตกหลุดออกมาได้ ซึ่งจะทำให้ เสาไม่สามารถรับน้ำหนักได้ แม้จะไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาในทันที แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อยู่อาศัยได้

สำหรับคานรับพื้นชั้นบน หากพบรอยแตกตามแนวนอน ให้รีบแก้ไขด่วนเช่นกัน เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาเดียวกับรอยแตกที่ขนานกับเสา

พื้นคอนกรีตชั้น 2 ถ้ามีความชื้นใต้พื้น จะเกิดรอยแตกเป็นเส้น ต้องรีบทำการค้ำยันไม่ให้พื้นทรุดตัวลงมา ก่อนเร่งรีบทำการแก้ไข ส่วนเสาชั้นบน ถ้าน้ำท่วมถึง ให้ทำการสำรวจเช่นเดียวกับเสาชั้นล่างกรณีบ้านไม้ มักพบปัญหาไม้ผุกร่อนตามตำแหน่งรอยต่อ เสากับคาน หรือคานกับพื้น เนื่องจากมีความชื้นสลับกับแห้ง ทำให้ไม้มีโอกาสแตกร่อนได้สูง

Building Defect Explored

Explore the shortcomings of the homes and buildings that bug. So why the building collapsed

  1. The construction of shallow foundations in such a short piling six feet, needles, wood, spread footing, or the type placed on the ground such as the soil in and around Bangkok. The top layer of soil is soft clay will be collapse of the compact or dropped out. This is not harmful in any way. If the structure has collapsed as well equal.
  2. The construction of the foundations of different systems such as the addition, modification, etc. In this case, if the construction is not engineers of the Joint or any part of the structure into the house may be due to unequal settlement, subsidence, cracking, subsidence, tilt, if the structure of the original structure. May be size and retain the original structure, with the result. If the structure has collapsed, the danger of cracking is considered.
  3. The failure of the pile to the pile before, piling damaged, single pile misalignment, foundation shifting, piling hammer not Blow Count as most will know when construction is complete, the failure to see such a wall crack angle of 45 degrees. Similar in all classes, there is a collapsed structure, so he is dangerous and needs to be modified as well
  4. The design of foundations for such a mistake does not penetrate the soil, the load taken to the ground. The foundation is the same

How to know ... that the buildings of the settlement are not equal?

  1. The inclined plane. Test may be taken with water or a sphere rolling on the floor to check the level different.
  2. The oblique angle of 45 degrees to the wall is broken by the crack width and length up to a larger settlement.
  3. The main antenna beam separation as a ground of separation is different from almost loud of cracking.

Check the house. There are no less important than checking out around the house. For houses built of reinforced concrete. Check the soil for a house that has collapsed or not. If the soil has been moved to the foundation may collapse. In addition, this property may cause the concrete floor has been backed up

If your home has a cracks parallel to the pole. Because of that pole, was flooded for a long time. Cause steel corrosion. Pressure to come off the concrete pillar that will not load. It will not cause immediate problems. But let it be harmful to the residential.

If the crack is horizontal, this may cause problems with cracks parallel to the pole.

If there is moisture under the concrete floor, second floor will be line of the fracture must be braced to the floor collapsed. The upper pole before rushing to changes when flooded. Survey the wooden pole on the ground floor. That‘s often the problem is corrosion of the boundary pillars on the beam to the dry air. The wood has a high heat.

ตอกเสาเข็มไมโครไพล์ Micro pile

 

บ้าน/อาคารนั้นก็ต่างต้องการรากฐานที่แข็งแรง ทนทานเพื่อทำให้มันมีความมั่นคง แข็งแรง ซึ่งตัวของเสาเข็มนั้นถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างบ้าน/อาคาร เพราะมีหน้าที่รับน้ำหนักจากส่วนต่างๆของบ้าน การเลือกเสาเข็มอย่างเหมาะสม และการควบคุมการก่อสร้างอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในภายหลัง

โดยทั่วไปเสาเข็มสำหรับการตอกเสาเข็มบ้าน/อาคารนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ เสาเข็มตอก และเสาเข็มเจาะ

1. เริ่มต้นกันที่เสาเข็มตอกคือ เสาเข็มที่เห็นอยู่ทั่วไป มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ มีหน้าตัดเป็นรูปเหลี่ยม กลม หรือตัวไอ ( I ) ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นเสาเข็มคอนกรีตรูปหกเหลี่ยมจึงเหมาะที่จะใช้กับโครงสร้างขนาดเล็กๆหรือตอกเสาเข็มในบริเวณบ้าน เช่น รั้ว ศาลพระภูมิ เป็นต้น โดยการตอกเสาเข็มบ้าน/อาคารด้วยวิธีการนี้จะใช้ปั้นจั่นตอกลงไปในพื้นดิน

2. เป็นการตอกเสาเจ็มโดยใช้เสาเข็มเจาะเปียก ซึ่งการตอกเสาเข็มประเภทนี้นั้นใช้พื้นที่ในการก่อสร้างน้อยกว่าเสาเข็มตอกจึงใช้ได้ดีกับการก่อสร้างในพื้นที่แคบๆและมีการจัดกัดของพื้นที่เนื่องจากวิธีการตอกเสาเข็มแบบนี้นั้นจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนน้อยกว่าเสาเข็มตอก

3. การใช้เสาเข็มเจาะแห้ง การตอกเสาเข็มบ้าน/อาคารประเภทนี้จะต้องควบคุมคุณภาพการก่อสร้างมากว่าเสาเข็มแบบตอก โดยวิธีการตอกเสาเข็มโดยการใช้เสาเข็มเจาะแห้งนั้นมีขั้นตอนการทำงานโดยเริ่มจากการกดปลอกเหล็กกันดินพังลงไปในตำแหน่งที่ต้องการเจาะเสาเข็ม ซึ่งจะเจาะเสาเข็มลงไปให้ได้ความลึกที่กำหนด แล้วจึงใส่เหล็กเสริมและเทคอนกรีตลงไปในบริเวณฐานรากของมันซึ่งการควบคุมคุณภาพของเสาเข็มเจาะแห้งนั้น จะต้องมีการตรวจสอบในขั้นตอนสำคัญๆตั้งแต่ยังไม่เริ่มเจาะเสาเข็มบ้าน/อาคาร โดยเริ่มตั้งแต่ตรวจสอบตำแหน่งการลงปลอกเหล็กว่าถูกต้องหรือไม่เพื่อเป็นการเริ่มต้นที่ดีของรากฐาน จากนั้นต่อมาจึงตรวจสอบดูว่ารูเจาะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง, ความลึก, ขนาด และรูปร่างตามที่กำหนดไว้ในแบบหรือไม่ให้ถูกต้องการหลักการเจาะเสาเข็มโดยทางทีมงานวิศวกร ซึ่งสิ่งสำคัญต้องตรวจสอบก้นหลุมให้ดีเมื่อทำการเจาะเสาเข็มบ้าน/อาคารเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาจะเป็นวิธีการควบคุมคุณภาพของเสาเข็มเจาะแห้งในการตอกเสาเข็ม โดยเริ่มต้นคือการตรวจสอบว่าปริมาณของคอนกรีตที่ใช้เทใกล้เคียงกับปริมาณของดินที่ถูกเจาะออกไปหรือไม่ในการทำข้างต้น โดยในการเทคอนกรีตนั้นโดยปกติคอนกรีตจะยุบตัวลงหลังจากที่ถอดปลอกเหล็กออก ดังนั้นจึงควรเทคอนกรีตบ้าน/อาคารควรทำทันที เพื่อไม่ให้ตัวของเสาเข็มนั้นเบี้ยวจนรากฐานของโครงสร้างนั้นอยู่ในสภาพเอียงตามไปด้วย ทำให้เกิดปัญหาการรับน้ำหนักอาคารภายหลังจากทำการเจาะเสาเข็มบ้าน/อาคารไปแล้ว

โดยทั่วไปในการเริ่มต้นทำฐานราก, ตอกเสาเข็มและลงเสาเข็มก่อนก่อสร้างบ้าน วิศวกรมักเลือกใช้เสาเข็มตอก เพราะอันดับแรกคือมีราคาถูกกว่าเสาเข็มเจาะและสามารถตรวจสอบคุณภาพหลังการตอกเสาเข็มได้ง่ายกว่า แต่เสาเข็มตอกเองก็มีข้อเสียเช่นกันคือไม่สามารถขนส่งเสาเข็มเข้ามาในพื้นที่ก่อสร้างได้หากแคบเกินไป อีกทั้งการตอกเสาเข็มด้วยวิธิการใช้เสาเข็มตอกยังทำให้เกิดการเสียงดังและแรงสั่งสะเทือน ซึ่งอาจทำให้บ้านที่อยู่ติดๆกันแตกร้าว จนอาจะทำให้รากฐานหรือโครงสร้างของบ้านข้างๆนั้นร่วมตามไปด้วยได้ ซึ่งหากการตอกเสาเข็มนั้นมีพื้นที่จำกัดเราก็อาจจะหลีกเลี่ยงไปใช้เสาเข็มเจาะที่มีราคาแพงกว่า แต่ต้องมีการควบคุมคุณภาพให้ดีหลังจากทำการตอกเสาเข็มบ้าน/อาคารไปแล้ว

สำหรับหน้าที่ในการเลือกใช้เสาเข็ม และการตอกเสาเข็มบ้าน/อาคารนั้นส่วนใหญ่ทางทีมงานของวิศวกรผู้ออกแบบบ้านจะเป็นผู้กำหนดไว้เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆที่จะถูกระบุไว้ในแบบบ้าน (เรียกว่าพิมพ์เขียว) สิ่งสำคัญก็คือ ดูให้มั่นใจว่าเสาเข็มมีจำนวนครบถ้วน มีขนาดและความยาวตามที่กำหนดไว้ในแบบหรือไม่ก่อนเริ่มลงมือในการตอกเสาเข็มบ้าน/อาคาร หรือเสาเข็มกด อีกทั้งตัวเสาเข็มที่จะนำมาทำโครงสร้าง/รากฐานของบ้านหรืออาคารนั้นตัวของเสาเข็มควรมีอายุอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 7 วัน และต้องมั่นใจว่าความแข็งแรงมีมากพอในแต่ละต้นสำหรับการต่อเสาเข็ม (กรณีที่ใช้ความยาวมากก็ต้องทำการต่อเสาเข็ม)

โดยการต่อเสาเข็มตอกตามหลักของวิศวกรรมนั้น มี 2 วิธี คือ

1. การต่อปลอกของเสาเข็ม คือ การต่อเสาเข็มโดยการใช้ปลอกเหล็กที่มีขนาดพอเหมาะกับขนาดของเสาเข็ม แต่ปัจจุบันไม่นิยมใช้เนื่องจากผิดพลาดได้ง่ายและมีความเสี่ยงสูง

2. การต่อเสาเข็มแบบตอกด้วยหลักการทางวิศวกรรมคือการเชื่อมด้วยไฟฟ้า มีวิธีนี้จะต้องควบคุมการเชื่อมต่อให้รอยเชื่อมรอบเสาเข็มและหน้าสัมผัสของเสาเข็มที่ต้องการต่อแนบกันอย่างสนิท เพราะตัวเสาเข็มนั้นต้องนำไปรับน้ำหนัก

3. การต่อเสาเสาเข็มกลมแรงเหวี่ยงอัดแรง หรือ เข็มสปัน (SPUN MICRO PILE)" เป็นเสาเข็มที่ผลิตโดยใช้ กรรมวิธีการปั่นคอนกรีตในแบบหล่อซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูงทำให้เนื้อคอนกรีต มีความหนาแน่นสูงกว่าคอนกรีตที่หล่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 21 เซนติเมตรนำเสามาเชื่อมต่อกัน โดยใช้วิธีการตอกเสาเข็มชนิดนี้ด้วยปั้นจั่นแบบธรรมดา(Drop Hammer System) ทำให้มันช่วยลดความกระทบกระเทือนที่มีต่ออาคารข้างเคียงได้มากเสาชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้เป็นฐานรากของอาคาร ที่พักอาศัยโรงงาน และงานปรับปรุงโครงสร้าง ที่ต้องการความมั่นคงแข็งแรงสูง

ความจำเป็นของการเสริมฐานรากหรือการตอกเสาเข็มของบ้าน/อาคาร นั้นมีดังข้อต่างๆต่อไปนี้

1. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อรองรับโครงสร้างอาคารที่เกิดปัญหาจากการทรุดตัวและจมลงไปในดิน

2. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อหยุดยั้งและป้องกันการทรุดตัวของโครงสร้างบ้าน/อาคารเนื่องจากมีการขุดดินใต้ระดับฐานรากของอาคารในบริเวณใกล้เคียง หรือเกิดกรณีรากฐานไม่แข็งแรง และทำให้รากฐานของบ้านมั่นคงที่สุด

3. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อค้ำยันโครงสร้างอาคาร หรือรากฐานหลักของบ้าน/อาคาร

4. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ฐานรากที่อยู่ลึก ๆ ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างฐานรากสิ่งปลูกสร้างใต้อาคารหรือห้องใต้ดินที่ต้องใช้รากฐานหรือการเจาะเสาเข็มไมโครไพล์ขนาดใหญ่

5. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อเพิ่มขนาดฐานราก ทำให้รากฐานของบ้าน/อาคารนั้นสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น เช่นการต่อเติมเพิ่มชั้นอาคาร/บ้าน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นที่ต้องใช้การตอกเสาเข็ม หรือเสาเข็มกด

6. ทำเพื่อให้อาคารนั้นทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับอาคาร/บ้านทำให้สามารถรองรับแรงกระแทกจากชิ้นส่วนอื่นๆที่อยู่เหนือฐานรากขึ้นไปได้

ชนิดของเสาเข็มที่ใช้กันในปัจจุบัน

1. เสาเข็มตอกเป็นการนำเสาเข็มลงไปในดินด้วยการใช้น้ำหนักตอกลงบนหัวเข็มเสาเข็มชนิดนี้เสาเข็มที่ตอกลงไปจะเข้าไปแทนที่ดินทำให้มีการเลื่อนและเคลื่อนตัวของชั้นดิน โดยเสาเข็มตอกนั้นจะทำมาจากวัสดุที่เป็นเหล็กจึงทำให้มีราคาขายค่อนข้างแพง ทำให้ไม่นิยมใช้ในการทำโครงสร้าง/รากฐานหลัก แต่มักจะใช้ในกรณีของการซ่อมบ้านเสียมากกว่า

2. เสาเข็มเจาะนิยมใช้เจาะเสาเข็มบ้าน/อาคารในบริเวณที่มีการก่อสร้างอยู่ติดกับอาคารข้างเคียง เพราะข้อดีของเสาเข็มเจาะคือสร้างความกระทบกระเทือนต่ออาคารใกล้เคียงน้อย มีหลักการง่ายๆสำหรับการเจาะเสาเข็มบ้าน/อาคารตคือจะเป็นการเจาะเอาดินออกมาจนถึงระดับที่ต้องการโดยใช้ปลอกเหล็กป้องกันดินพังแล้วจึงใส่เหล็กเสริมลงไปและเทคอนกรีตจนเต็มหลุมเจาะแทนที่ดินที่ถูกนำออกมา

โดยการเจาะเสาเข็มโดยวิธีใช้เสาเข็มเจาะเองก็แบ่งออกได้หลายประเภทตามวิธีการทำงานดังนี้

1. เสาเข็มเจาะระบบเปียก ซึ่งการตอกเสาเข็มประเภทนี้นั้นใช้พื้นที่ในการก่อสร้างน้อยกว่าเสาเข็มตอกจึงใช้ได้ดีกับการก่อสร้างในพื้นที่แคบๆ แต่งานระบบนี้จะค่อนข้างซับซ้อน

2. เสาเข็มเจาะระบบแห้ง นิยมใช้กันทั่วไปในงานก่อสร้างเช่นบ้านพักอาศัยทั่วไปเพราะเป็นระบบที่ง่ายไม่ต้องใช้เครื่องมือมากในการเจาะเสาเข็มบ้าน/โครงสร้างฐานหลัก

3. เสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์ (Micro pile) เป็นเสาเข็มเจาะขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 25 เซนติเมตรเสาเข็มขนิดนี้แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็มักจะมีราคาแพงเนื่องจากใช้เทคนิคที่พิเศษกว่าแบบอื่น ๆใช้มากในงานซ่อมแซมอาคาร หรือต่อเติมบริเวณที่มีพื้นที่ในการทำงานน้อย ๆ

คุณสมบัติเด่นของเสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์ ( SPUN MICRO PILE)

1. เสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์นั้นสามารถทำงานในพื้นที่คับแคบได้เนื่องจากใช้หน้างานขนาดเล็กไม่ใหญ่มากนัก

2. การใช้วิธีการเจาะเสาเข็มแบบการใช้เสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์นั้นจะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง, สะดวกในการเจาะเสาเข็ม, หน้างานสะอาดเนื่องจากไม่มีดินโคลนที่ขุดขึ้นมา อีกทั้งยังแข็งแรงและทนทานอีกด้วย

3. การเจาะเสาเข็มกดนั้นสามารถตอกได้ลึกตามความเป็นจริงเนื่องจากเสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์นั้นใช้เทคโนโลยีการเจาะเสาเข็มระดับสูง

4. เสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์มีมาตรฐานรองรับทำให้สามารถคำนวนโครงสร้างรากฐานเพื่อออกแบบให้รับน้ำหนักตามที่วิศวกรออกแบบไว้

5. เสาเข็มเจาะแบบไมโครไพล์สามารถตอกชิดกำแพง ผนังบ้านได้เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าเสาเข็มปกติทั่วไป

 

You know that pile is a type. There are important to crack and the house collapsed.

Our house is like a tree that has overgrown a strong foundation is the cornerstone of the house. There have to the weight of various parts of the house. Choose the appropriate pile and control of construction properly can help prevent problems later. The pile is divided into two main types of piles and pile hammer.

Pile hammer.

The piles are common like a long stick. There is a section of a circular or angle or (I) made of reinforced concrete. Then use crane press into the ground. Pile foundation is a small, hollow hexagon. Ideal for use small scale structure or not important such as fences, etc. In the part a pile made of wood but now that so expensive and size or quality control difficult, and piles of wood decay by the state. We will not current use of residential houses or buildings. Pile Hand-held Often used in the construction of large buildings. The hand is used to dry the house or building that is not very high. Used to construct than they piling hammer for construction in areas with narrow and can cause flicker and leads to suspension or division for the building's foundation is less than the strike, but the pile is dry. Need to control the quality of construction is that the pile hammer.

Small-displacement piles. Press the steel casing and soil with a diameter equal to the size of the pile into position to penetrate piles. Then the penetration depth of the soil, add the reinforcing steel and placing it to control of the hand dry pile. Examine the key step, starting from the exact location of the steel casing that is correct. Then, verify that the hole diameter, depth, size and shape as specified in a pile and make sure that the size of the reinforcing steel. And the length is in the form prescribed or not, the key is to check soil erosion that hole. The observation of the water spilled into the hole may be used to light the area at the bottom of the hole.

How to control processing of hand drying piles. Initially, check that the volume of concrete that uses nearby. With the amount of soil that was drilled out to make sure that the hole does not collapse or squeeze into. In placing the concrete, it will collapse after the steel casing was broken off. The concrete should be fit for the collapse of the steel casing was then withdrawn to pull it upright steel casing. Otherwise, the vertical piles in accordance with the tilt. Cause the weight of the building.

In general when construction the house. Engineers often use pile hammer because it is easy to check quality. Work is being nailed to a stake in the work area is not suitable for housing in the area, a narrow wedge. It can be transported into the area of pile construction also cause noise. And the suspension order. This may cause cracks that are consecutive the danger to happen an accident while working from crane or pile fall. If you have space it may be necessary to choose the more expensive hand and high quality control. Must be clean and dirty water from holes dug in the pile.

The pile should then be nailed to a wooden support where intended. The distance from both ends, about one-fifth of the length of the pile and should check the manufacturing date which can be found at the stake. Pile should be at least no less than seven days and must ensure that Piles hammered into the ground every tree that does not break the strike; sometimes it may be necessary for the construction of the pile, the length of the schedule.

There are two ways to react to the pile.

  1. Steel Tube
    Is the pile by using a steel casing that is appropriate to the size of a needle because of the high risk.
  2. Connected with electricity.
    The pile is a steel plate attached to the mast head which is intended for use in connection with the stake to control the weld around the piles and piles of contacts to a close, and if not firmly attached together. The thin sheet steel, it is important to reinforce. Pile on the weight of the structure must have the same length. The piles must be located on hard soil. Do not use different types of piles in the same building.

Centrifugal compressors, the piles or piles spun (SPUN MICRO PILE).

"Piles pressure centrifugal forces" that are known. "Spun Pile" is produced by the pile. Spinning process in concrete formwork and concrete, this rotates at high speed. A higher density than conventional concrete casting method has a high strength. The weight is spun like a pillar of a circular central hollow wire frame; steel compression is embedded in the concrete around a diameter of 21 cm thickness of concrete in the range of 6-8 cm and a length in the range of 1.5 meters in length can be increased by the antenna is connected. Using this type of crane and pile it (Drop Hammer System) is a hollow spun pile, thereby reducing the vibration hammer. If the pile is very long, it can reduce the pressure of the soil, while the strike. The earth is a hollow hole of the pole, which will help reduce damage to the building adjacent to the antenna of this type suitable for use as the foundation of the building. Residential facility and restructuring in high stability.

The necessary of strengthen the foundations.

  1. To support the structural problems of subsidence and sink into the soil or the underground structure instability.
  2. To stop and prevent the collapse of structures due to excavation of the foundations of buildings in the vicinity.
  3. Structural bracing or used as bracing as the primary foundation for building modifications.
  4. To increase capacity. The foundation is deep due to the structure and logic.
  5. To increase the size of the foundation. I can get more weight for the extended floor.
  6. To increase the capacity of the building for move to another installation.

The type of pile used in the present.

  1. “ Pile hammer” a stake into the ground with the weight of the hammer down on this type of piles, needle piles hammered into the land to make a move and the movement of soil, especially in the flat. This is the foundation for the construction of a large area away from building one. Saturday brought a pile hammer is used, such as various kinds. Piles of wood is used for the pile of wood that needs to be nailed to a stake below the water level at all times to prevent termite or insects destroy wood and air is an important part of the needle cannot wear it. But in the pile of wood that are rare and most expensive pile hammer used in the precast concrete piles with concrete piles and pile 2 which is stressed. There are several types of piles. To a stake, stressed the advantages over the pile of reinforced concrete that can be made longer by a cross-section smaller than the effects of pile driving to houses in the neighborhood surrounding the dwindling pile hammer of last week. Steel piles are used most often a steel H piles, because they can be easily hammered into the ground. And load just fine, but piles of steel is relatively expensive, so often used in case of repair due to subsidence, fracture of the building foundation, it is important that as the foundation of the house should be concerned. Details to the home of the very few to start you on a good foundation for the later it is the very heart of course I would like to mention a pile of so-called Work.
  2. “Hand-held Pile” used in areas with limited space. The area is adjacent to the building's construction. Work is due to the advantages of the damage to buildings nearby, but they are more expensive than some of the pile hammer in hand, will penetrate the soil to the level required by the steel casing to protect the soil then broken down into steel and concrete filled pile hole was divided into several categories according to the method works as follows. Hand-held Pile is suitable for large construction equipment, large and quite complex.
  3. “Hand-held Dry Pile” common used in residential construction is generally preferred because it is very easy to use hand tools of this type have a circular cross section. Not exceeding 60 cm in diameter generally used for building houses the needle to penetrate 35 cm diameter and a length of about 20 to 30 meters.
  4. “Micro pile” is a pile of small diameter piles up to 25 cm above it, although small, are often more expensive than other types of special techniques used a lot in the building or addition of a little room to work like leather man tools, but they have different styles, different cut off. H-shaped cross-section shaped like a T or a pile plus the weight of this kind can be very robust

Features of the pile SPUN MICRO PILE.

  1. To work in a confined space.
  2. Not cause noise pollution with clean soil, mud, strong and durable.
  3. Can break it down as fact.
  4. Ensure the quality and weight can support the weight of the design engineer.
  5. Can strike the wall with the wall.

รับเหมาก่อสร้าง Construction

 

รับเหมาก่อสร้าง Construction

งานรับเหมาก่อสร้าง(Construction) บริการต่อเติมบ้าน ปรับปรุงบ้าน รีโนเวทบ้าน

บริการของเรา

  1. รับเหมาต่อเติมบ้าน ปรับปรุงบ้าน รีโนเวทบ้าน Renovateบ้านต่อเติมหลังบ้าน ต่อเติมครัวซ่อมแซมบ้าน ต่อเติมโรงรถต่อเติมหลังคา ต่อเติมห้องน้ำ ต่อเติมระเบียงต่อเติมกันสาด ต่อเติมรั้ว ต่อเติมบ้านภายในบ้านทุกอย่างรับต่อเติมบ้านไม้ ปรับปรุงบ้านไม้ รีโนเวทบ้านไม้ ซ่อมต่อเติมบ้านไม้ เรารับต่อเติมบ้าน ปรับปรุง รีโนเวท ทาวน์เฮ้าส์ อาคารพาณิชย์ คอนโด-อาคาร และรับทำรั้วทุกชนิดต่อเติมบ้าน รีโนเวท Renovate หรือส่วนใหญ่เรียก Renovate House (รีโนเวทบ้าน / รีโนเวทเฮาส์) คือ การโมดิฟาย ต่อเติมบ้าน ปรับปรุงซ่อมแซม การบูรณะ ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ทาวน์โฮม บ้านแฝด หรือตึกแถว เราคือนักrenovateบ้าน ต่อเติมบ้านรีโนเวทบ้าน ชั้นนำของเมืองไทย ฯลฯทำไมคนส่วนใหญ่จึงมักเลือกเส้นทางที่จะรีโนเวทบ้าน ต่อเติมบ้านเพราะการRenovateบ้าน ต่อเติมบ้าน นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างถูกกว่า มากที่จะเลือกการซื้อบ้านหลังใหม่
  2. งานระบบภายในบ้าน-อาคาร เรามีทีมช่างบริการซ่อมเฉพาะทางไว้บริการท่านเช่น ประปา ไฟฟ้า แอร์ ปั้มน้ำ ดับเพลิง ฯลฯ
  3. รับเหมาก่อสร้างและออกแบบทุกชนิดนอกเหนือจากงาน ต่อเติมบ้าน
    • รับออกแบบและรับสร้างบ้านไม้ รับสร้างบ้านปูน(บ้านเดี่ยว1ชั้น-3ชั้น)สร้างอาคารพาณิชย์ สร้างทาวน์เฮ้าส์ สร้างออฟฟิศ สร้างโรงงานสร้างคลังสินค้า สร้างร้านค้า สร้างอพาร์ทเม้นท์ สร้างห้องเช่า สร้างหอพัก สร้างตึกทุกชนิด ทั้งหมดนี้เรารับ ต่อเติมบ้าน ต่อเติมทุกชนิด

Construction

  1. We service renovate house that is modify your home renovation work on the restoration of house, condo or townhouse townhome or semi-detached house leading of Thailand. Why almost people so often choose the route to Reno home equity. Renovate the house because the house is a home renovation costs are cheaper than will choose to buy a new house
  2. System operates in house. We service technicians have the technical facilities such as water, electricity, water, fire, air pump, etc.
  3. Construction and design of all types Design and build a house. Get a cement house (1 -3 floor), a commercial building, an office building to house a warehouse to store to the apartment. Build a residential apartment building of all kinds. All we get to add all kinds of home renovation.